อาณาจักรพระเจ้าอยู่ในเราทุกคน
อาคารอิฐปูนเหล่านั้นก็ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่ให้กลุ่มคนที่คิดเหมือนกันหรือเชื่อในเรื่องเดียวกัน มีข้อปฏิบัติเหมือนกัน มีโอกาสได้ไปรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนพิธีได้ หลายคนก็อาจจะไปเพราะตามกฎหลักปฏิบัติตามคัมภีร์ของศาสนา บางคนก็ไปเพราะความเชื่อทางจิตวิญญาณที่แน่วแน่ก็มี ก็แล้วแต่เสรีภาพทางวิญญาณและความเชื่อส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไป
ความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ได้อยู่แค่ที่สถานที่หรืออาคารนั้น ซึ่งหากเราให้ความศักดิ์สิทธิ์กับตัวอาคารเหล่านั้นมากเกินไป ก็เหมือนความหมายของการบูชารูปเคารพเช่นเดียวกัน
[24] พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกกับสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ในนั้น เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ได้สถิตในวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น [25] พระองค์ไม่จำเป็นต้องให้มือมนุษย์มารับใช้ราวกับว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจและสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวง
เพราะสภาพร่างกายย่อมส่งผลเกี่ยวโยงกับสภาพจิตใจจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน หากเราพยายามดูแลร่างกายก็เหมือนกับเราดูแลพระวิหารของพระเจ้า
จงอย่าหักโหมทำงานมากเกินไป ทั้งงานเพื่ออาชีพเลี้ยงชีวิต และงานรับใช้ทางจิตวิญญาณ เพราะเราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สุด ที่เราควรทำเป็นอันดับแรก คือการดูแลพระวิหารของพระเจ้าที่แท้จริง ที่สำคัญความรักของพระเจ้าที่แท้จริงคือต้องเริ่มที่การรักตัวเราก่อนด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเองที่เปรียบเสมือนพระวิหารของพระเจ้า
[19] ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า และท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง?
[6] ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน
[20] ครั้งหนึ่งพวกฟาริสีถามว่า เมื่อใดที่อาณาจักรของพระเจ้าจะมาเยือน พระเยซูตอบว่า “อาณาจักรของพระเจ้าไม่มาในสภาพที่มองเห็นได้ [21] จะไม่มีใครพูดว่า ‘ดูเถิด อยู่นี่เอง’ หรือ ‘ดูเถิด อยู่นั่นเอง’ เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในตัวท่านเอง”
[10] “จงนิ่งสงบและรู้ว่าเราเป็นพระเจ้า เราจะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราจะได้รับการยกย่องในโลก”
[7] และเมื่อท่านอธิษฐาน ไม่ต้องพูดพร่ำซ้ำซากเหมือนคนต่างศาสนา เพราะเขาคิดว่าพูดมากๆ พระจึงจะได้ยิน [8] อย่าทำอย่างเขาเลยเพราะพระบิดาของท่านทรงทราบว่าท่านต้องการอะไรก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์
[13] ฉะนั้นเราจึงพูดเป็นอุปมาแก่เขา ‘เพราะขณะที่กำลังมองดู พวกเขาก็มองไม่เห็น และขณะที่กำลังได้ยิน พวกเขาก็ไม่ได้ยิน หรือไม่เข้าใจ’
[11] พระเยซูตอบว่า “มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่เราจะบอกให้รู้ถึงเรื่องความลับของอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่คนอื่นๆเราจะไม่บอก [12] คนที่เข้าใจอยู่แล้วก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นจนเหลือเฟือ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจ แล้วยังไม่สนใจฟังอีก แม้สิ่งที่เขาเข้าใจก็จะหายไปด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น