Episode 14: สมองจะฟื้นตัวจากการทำกายภาพ
…ส่วนที่สองจากนั้นผมก็ไปถึงห้องกายภาพฟื้นฟูระบบประสาท ซึ่งในตอนแรกผมก็จะเข้าไปที่ห้องงานกายภาพฟื้นฟูกล้ามเนื้อและกระดูก พอเข็นไปถึงหน้าห้องแล้วแต่ก็งงๆอยู่ไม่แน่ใจ ก็มีเสียงนักกายภาพเรียกจากอีกฝั่งนึงว่าห้องนั้นไม่ใช่
แต่มันคือห้องนี้ที่เรียกว่า “กายภาพระบบประสาท” ผมก็เลยได้ความรู้ความเข้าใจในแบบตัวเราเองว่า เรื่องของการฟื้นฟูกายภาพมันแบ่งเป็นกายภาพกล้ามเนื้อทั่วไป เหมือนพวกเจ็บจากกล้ามเนื้อเป็นหลัก
แต่หากเป็นอาการบาดเจ็บจากโรคทางระบบประสาทเหมือนผม คือโรคหลอดเลือดสมองหรือจากการผ่าตัดสมองหรือสันหลังที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เพราะเส้นประสาทบาดเจ็บ
ต้องฟื้นฟูที่ห้องกายภาพระบบประสาท เพราะจากที่ผมสังเกตช่วงตอนฝึก ในทุกครั้งทุกแบบฝึกหัด นักกายภาพจะให้ตัวเราต้องพยายามออกคำสั่งในสมองเพื่อสั่งการร่างกายส่วนนั้นไปด้วยถึงจะฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นคนละแบบกับการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อที่ฟื้นฟูได้ง่ายกว่าเยอะ รูปแบบการฝึกจึงแตกต่างกันไป
…พอได้เข้าไปในห้องตอนแรกเขาก็จะประเมินสภาพความสมบูรณ์ของร่างกายก่อน ว่าตัวเรานั้นเป็นหนักขนาดไหน
ซึ่งสภาพร่างกายของผมในตอนนั้นถือว่าหนักพอควรเลย หากเทียบกับเคสอื่นที่เพิ่งมาฟื้นฟูในวันนั้นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
ซึ่งนักกายภาพในแผนกช่วงตอนนั้นที่จำได้คือมีอยู่ประมาณ4-5คน ซึ่งถือว่าน้อยมากๆเลยหากเทียบกับจำนวนของผู้ป่วยที่ผมเห็น
ตอนที่ผมไปน่าจะมีเคสที่เพิ่งถูกส่งมา2-3ราย ที่สังเกตุคร่าวๆก็คือนักกายภาพเขาก็จะประเมินสภาพว่าหนักเบาขนาดไหน แล้วก็ทำการแบ่งดูแลแต่ละเคสกันไป
หมายความว่าถ้าใครรับดูแลตัวเราก็จะดูแลไปตลอดเลย ซึ่งในวันนั้นจากที่ผมมองด้วยสายตาประเมินสภาพอาการของคนไข้อื่นด้วย ดูแล้วเคสผมน่าจะหนักที่สุด
นักกายภาพที่รับผมไปดูแล เป็นนักกายภาพที่เรียกผมตอนไปห้องผิด ซึ่งเขาก็เหมือนเป็นนักกายภาพรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากที่สุดในห้องนั้น(จากที่ประเมินเองนะครับ)
ซึ่งส่วนตัวก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ซ่อนอยู่ในเรื่องร้ายครับ แน่นอนว่านักกายภาพทุกคนมีศักยภาพความรู้ที่เหมือนกัน แต่อาจจะมีข้อแตกต่างก็ในเรื่องของประสบการณ์เจอคนไข้ต่างๆ ร่วมกับลักษณะแนวทางการดูแลหรืออธิบายที่เป็นสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคนไป
…พอเข้าไปตอนแรกทางนักกายภาพเขาก็จะมีการประเมินสภาพร่างกายของเราก่อน โดยให้เราลอง นั่งทรงตัว ยืน นอนหรือการยกแขนขา ซึ่งในเดือนแรกนั้น เคสผมเรียกว่าเกรดศูนย์เลย
โดยเฉพาะส่วนมือ เรียกว่านิ่งสนิท ต้องทำการฟื้นฟูมากกว่าเคสอื่นๆค่อนข้างมาก จากนั้นเขาก็ทำกายภาพPassiveแบบเบื้องต้น แล้วก็ให้การบ้านกลับไปทำก่อนจะกลับมาเจอกันอีกที
ซึ่งในตอนแรกผมต้องไปทำกายภาพที่โรงพยาบาลคือ สองครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในช่วง6เดือนแรกเป็นช่วงเวลาทองที่สมองจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ดังนั้นในช่วงเวลานี้ทำฟื้นฟูอะไรได้ให้รีบทำ แต่ต้องถูกหลักการนะ
ซึ่งความมหัศจรรย์ของสมองที่การแพทย์ปัจจุบันได้ศึกษาเข้าใจแล้วว่า มันทำงานเป็นระบบเครือข่ายNetwork ความหมายคือแม้จะผ่านช่วง6เดือนแรกไปแล้ว แม้สมองที่ทำงานหลักจะเสียหายไปแล้ว หากมีการฝึกฝนที่ถูกต้อง ระบบรอบข้างก็ยังสามารถเริ่มช่วยให้ทำงานได้เรื่อยๆ
แค่อาจจะฟื้นตัวได้ช้าอัตราการฟื้นตัวไม่เร็วเท่าที่เราต้องการ แต่เรียกว่ายังมีความหวังให้เราอดทนสู้ต่อไป ซึ่งเทียบกับความรู้ในอดีตที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นแล้วไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
พอเสร็จผมก็กลับบ้านไปแล้วก็รอวันที่นัดไปทำการกายภาพอีกครั้ง ซึ่งรายละเอียดต่างๆตอนมาทำกายภาพที่โรงพยาบาลไว้จะเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ
📌หมายเหตุ📌
- การทำกายภาพแบบPassive คือการที่ตัวเราไม่ได้สั่งการทำเอง เช่น การให้ยกขายังทำไม่ได้ ก็ต้องให้คนอื่นทำให้ก่อน เวลาทำเราก็แค่พยายามออกคำสั่งในสมองร่วมด้วย จนเส้นประสาทเริ่มกลับมาแล้วเราก็จะเริ่มทำกายภาพแบบActive
คือการที่ตัวเราสามารถสั่งการทำได้เองแล้ว เวลาไปที่ห้องกายภาพ เราจึงจะได้ยินนักกายภาพคุยกันบ่อยๆว่า ให้ทำPassiveให้คนไข้คนนี้คนโน้นหน่อยน่ะ
✍️เขียนโดย Heavy 01/06/26✍️
ปล..ที่จริงอยากลงภาพประกอบตอนนั้น แต่ไม่มีเพราะเข้าไปถ่ายไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด
#เส้นเลือดในสมองแตก #กายภาพบำบัด #stroke #โรคหลอดเลือดสมอง #เมื่อฉันป่วยเป็นโรคทางสมอง #บทความ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น