วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

เหตุผลที่ต้องมีบ้านหลังนี้

🏠 เหตุผลที่ต้องมีบ้านหลังนี้ 🌿



(บทความยาวๆจากความทรงจำสีจางๆของผม)

ภาพนี้คือบ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ เป็นบ้านของผมเอง ที่ตัดสินใจซื้อเอง อยู่มาสิบแปดปีแล้ว ผ่อนกันเองสองคนกับภรรยา ปัจจุบันตอนนี้ไม่ต้องผ่อนมันแล้ว 

เพราะผมเป็นเจ้าของมันโดยสมบูรณ์มาหลายปีแล้ว ผมมีอยู่หลังเดียว เป็นบ้านเล็กๆตามสไตล์พออยู่พอกิน สมฐานะกับรายได้เล็กน้อยของเรา 

ตอนแรกที่ซื้อหลังนี้ก็มีข้อแนะนำจากเพื่อนๆหรือคนรู้จักหลายคนเลยว่า ทำไมซื้อชั้นเดียว ทำไมไม่หาที่อยู่ในตัวเมือง เล็กไปไหม ฯลฯ มีเข้ามาหลากหลายคำแนะนำ แต่ผมไม่เคยเห็นจะมีใครเสนอตัวยื่นเงินมาซื้อให้แบบเปล่าๆเลย 

ความหมายก็คือว่า บางทีก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อของอะไรสักอย่าง จะเป็นบ้านรถยนต์หรือใดๆก็ตาม เรามักจะมีคำแนะนำมากมายเข้ามา 

แต่เราต้องไม่ลืมว่าคนที่ต้องจ่ายเป็นภาระก็คือตัวเรา ดังนั้นเราจะรู้ความสามารถทางการเงินของตัวเราได้ดีที่สุด 

การตัดสินใจก็ต้องเป็นไปตามตัวของเรา อย่าไปตามใจคนอื่น เพราะทุกข์และภาระจะอยู่ที่เราเต็มๆเลย หลักการใช้ชีวิตของผมคือ ถ้าจำเป็นก็เป็นหนี้ได้ แต่อย่าเป็นหนี้มากมายจนต้องประหยัดแน่นตึงเกินไป เพราะความสุขมันจะค่อยๆน้อยลงไปเรื่อยๆ นำมาซึ่งปัญหาเรื่องความสัมพันธ์อีก 

ของดีๆเกรดพรีเมี่ยมใครๆก็อยากได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสามารถทำได้ทุกคน คนเราเกิดมามีต้นทุนไม่เท่ากัน เราแค่ต้องยอมรับมัน เพราะมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกนี้ ของหลายอย่างถึงไม่ใช่เกรดดี แต่ก็ใช้ได้อยู่นะ

ที่เกริ่นมาสักพักก็คือว่า..ในวันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องที่มาของการซื้อบ้านหลังนี้ให้ฟัง ว่าทำไมในชีวิตนี้ผมถึงต้องซื้อบ้านของตัวเองสักหลังนึง 

ความจริงตัวผมน่ะเคยเป็นคนมีบ้านไว้อาศัยอยู่นะ ไม่ได้ลำบากอะไรเลยสบายๆ ตอนเป็นเด็กถึงประมาณอายุสิบแปด ก็อยู่ที่บ้านของอาม่า เป็นอาคารพาณิชย์สามชั้น ห้องนอนก็คือชั้นสามนั่นล่ะ เป็นห้องนอนรวมแบบครอบครัวไทยจีนสมัยก่อน นอนกันหลายคนเลย 

ทั้งแม่ผมและญาติๆนอนอยู่กันคนละมุม เหมือนไม่มีความส่วนตัว แต่ก็มีความอบอุ่นดีนะ พอเวลาผ่านไปนั่งคิดถึงความทรงจำตอนนั้นคือดีอยู่นะ แต่ส่วนตัวผมก็อยากมีบ้านที่มีห้องเป็นส่วนตัวมากกว่านี้อยู่น่ะ

ระหว่างนั้นก็มีบางช่วงเวลาที่คุณแม่ผมซื้อบ้านร่วมกับน้าสาว ในใจผมก็คิดแบบตอนเด็กๆว่า นี่ล่ะเราคงได้มีบ้านที่เราต้องการแล้ว เดี๋ยวถึงเวลาเราก็คงได้ไปอยู่ แต่ก็ด้วยความจำเป็นบางอย่างของคุณแม่ตอนนั้น ก็เลยทำให้ไม่ได้ร่วมซื้อต่อไปและอยู่บ้านต่อน่ะ ในช่วงเวลาต่อมาที่พอจำได้คือ ฝั่งตัวผมก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องย้ายออกจากบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เด็กไปอยู่ที่บ้านของน้าชายตามคำสั่งของอาม่าด้วย

ตอนที่ผมได้มาอยู่บ้านน้าชาย ในตอนแรกผมได้พักอยู่ห้องบนชั้นสาม ซึ่งเป็นห้องของน้าชายอีกคนนึง ที่ในวันปกติไม่ค่อยจะได้อยู่ นานๆกลับที ส่วนตัวก็โอเคอยู่นะ ถึงจะไม่ใช่ห้องของผมโดยตรง แต่ก็คือได้มีเวลาใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวครั้งแรกเลย มีพาเพื่อนมานั่งเล่นเพลงกันตรงดาดฟ้าด้วย เพลินมาก แต่ถ้าช่วงที่น้ากลับมา ผมก็ต้องลงมานอนตรงชั้นสอง มันเป็นช่วงพื้นที่ส่วนนึงแถวๆหน้าห้องนอนของน้าชายเจ้าของบ้าน

ที่จำได้ลางๆคือพื้นที่เล็กๆตรงนั้นของผม ก็จะเป็นการใช้ด้านข้างที่ติดผนังปูน โดยอีกข้างผมก็จะใช้ราวแขวนเสื้อผ้าวางเป็นผนังกั้นอีกข้าง คล้ายๆห้องส่วนตัวสี่เหลี่ยมเล็กๆ แบบขนาดพอนอนได้คนนึงกว้างๆก็อะไรประมาณนั้น ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นที่นอนหลักของผมเลย 

เพราะตอนนั้นน้าที่อยู่ชั้นบนกลับมาบ้านนี้บ่อยขึ้นน่ะ เวลาต่อมาก็น่าจะสักปีนึงมั้งจำไม่ได้แล้ว อาม่าก็ให้งบประมาณในการซื้อไม้อัดและวัสดุเพื่อให้น้าทำการกั้นห้องนอนส่วนตัวให้ผม โดยน้าผมที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ทำให้ (น้าผมคนนี้บอกเลยฝีมือทักษะด้านช่างไม่ธรรมดาเลย แค่ไม่มีใบประกาศแค่นั้นเอง)

😁อันนี้ล่ะที่เป็นห้องส่วนตัวห้องแรกในชีวิตของผมจริงๆ จำความรู้สึกในตอนนั้นได้ดีเลย คือมันโอเคเลยนะ ทั้งๆที่มันแค่ห้องที่กั้นจากพื้นที่ว่างๆด้วยไม้อัดเอง ไม่ได้หรูหราอะไรเลย ในห้องก็มีฟูกนอน วิทยุเทป กีตาร์ เสื้อผ้า ปลั้กไฟ แค่นั้น 

เดี๋ยวนี้เวลาผมได้ดูหนังที่มีฉากบทเกี่ยวกับชีวิตอะไรพวกนี้ เลยจะอินมากนิดนึงน่ะ ก็อยู่มาหลายปีอยู่นะตั้งแต่ช่วงปลายปวส.จนผมเริ่มทำงานมีรายได้เพิ่มบ้าง พอนึกย้อนกลับไปมันก็โอเค แต่มันก็คือบ้านของน้าผมน่ะ ไม่ใช่บ้านของผมหรือของพ่อแม่น่ะ

ต่อมาหลายปีแม่ของผมก็เช่าตึกแบบชั้นเดียวเปิดร้านทำซักผ้า พอดีช่วงนั้นผมก็ออกจากงานล่าสุด ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เลยขอช่วยทำร้านกับคุณแม่ ผมก็เลยไม่ค่อยได้อยู่บ้านน้าเพราะบางทีก็ขี้เกียจกลับ นอนเฝ้าร้านด้วย(โซนเดียวกันน่ะ) การนอนก็นอนที่เตียงเล็กๆข้างห้องน้ำ ก็อยู่ได้เพลินๆสไตล์คนง่ายๆ 

จำได้ว่าในช่วงนั้นคุณแม่ผมดาวน์บ้านแถวนั้นไว้ด้วยหลังนึง ก็ถือว่าเป็นความหวังใจของผมเรื่องจะได้มีบ้านนิดนึง แต่พอคุณแม่ผ่อนดาวน์ไปสักพักนึงก็ติดปัญหาบางอย่างไม่ได้ส่งต่อ เพราะค่าผ่อนจริงๆมันเกินตัวสภาพการเงินที่เข้ามามากไปหน่อย เรียกว่าต้องฝืนส่งไปทุกเดือน และการสร้างตัวบ้านผิดสัญญาด้วย เลยยกเลิกไปแล้วกันได้เงินกลับมาจบไป 

ช่วงเวลาต่อมาตัวผมก็แต่งงาน ก็ได้เข้าไปอยู่ที่บ้านแฟน เป็นห้องของแฟนเล็กๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเท่าไรเพราะครอบครัวแฟนอยู่หลายคนในหลังเดียว(คือผมไม่คุ้นน่ะ อึดอัดนิดหน่อยจากนิสัยส่วนตัวของผมเอง แต่พ่อแม่แฟนนั้นดีมาก) 

พอดีช่วงนั้นผมมักจะนอนเฝ้าร้านซักผ้าเองด้วย แต่คุณแม่พอปิดร้านก็ไปนอนที่บ้านอาม่า ทำให้ในช่วงแรกๆหลังแต่งงานแฟนผมก็เลยต้องมานอนอยู่ที่ร้านด้วย พักเดียวพ่อแม่แฟนผมมาเห็นแฟนผมก็สงสาร (คงคิดในใจว่าลูกสาวมันได้แฟนแบบไหนกันวะ ห่วยแตกชิบหายมันไม่ได้เรื่องเลย) ก็เลยให้เราสองคนไปอยู่ในบ้านพักค่ายทหารอีกหลังนึงข้างบ้าน จะได้เป็นส่วนตัวขึ้นกว่าเดิม 

ต่อมาผมก็เลยได้อยู่เป็นบ้านในค่ายทหารเป็นหลังมีห้องส่วนตัว (แต่ก็ยังไม่ใช่บ้านของผมอยู่ดี) บ้านในค่ายทหารตอนนั้นที่จำได้ น้ำประปาก็ไม่มีนะ ต้องรอรถมาเติม ก็ลำบากพอควรสำหรับผมที่เคยอยู่บ้านในเมืองมา 

ตอนนั้นต่อมาผมก็ไม่ได้ทำร้านกับแม่แล้ว รายจ่ายสองคนมันไม่ไหว ผมก็เลยหางาน เป็นช่วงที่ลำบากมากๆ ต่ำสุดในชีวิตเลย รายละเอียดเรื่องราวชีวิตช่วงนี้ผมแทบไม่ได้เล่าปัญหาให้ใครฟังด้วยตามนิสัยผมนั่นล่ะ

จนต่อมาผมก็หางานได้ที่แบบลงตัวมากๆ ได้บริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ผมเริ่มฟื้นสภาพการเงินและจิตใจของตัวเองได้ จึงเป็นที่มาของการได้บ้านหลังนี้ ก็คือว่าเราสองคนก็ใช้ชีวิตในบ้านค่ายทหารไปสักประมาณสามปี การงานของเราทั้งคู่ตอนนั้นก็ถือว่าโอเคอยู่ ไม่ได้รวยอะไรแต่ไม่อดอยาก ก็เลยเริ่มคิดถึงเรื่องการซื้อบ้านกัน พอดีมีวันนึงพี่ชายคนรองแฟนผมเขาบอกว่า มีหมู่บ้านจะขึ้นใหม่ ราคาไม่แพง สงบดี โน่นนี่ เราสองคนก็เลยขี่รถเครื่องไปดู 

พอดูรายละเอียดเสร็จก็กลับมาบ้านในค่าย นั่งอธิษฐานด้วยศรัทธาพร้อมคิดไตร่ตรองสักพัก เลยตัดสินใจว่าเราจะออกไปที่โครงการใหม่แล้วตกลงทำสัญญาซื้อเลย ตอนนั้นผมอายุ27 เงินเดือนน่าจะประมาณหมื่นสอง(เพิ่งขึ้นมาเดือนเดียวด้วยตอนแรกแค่เจ็ดพันห้าเอง) เงินหมุนเวียนในบช.ตอนนั้นก็มีแบบว่าพอดีแบบหลวมนิดหน่อย 

ถึงตัดสินใจซื้อไปก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะกู้ผ่านไหม(ผมตั้งใจกู้คนเดียวก่อน) แต่ผมก็คิดว่าถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะมีโอกาสมีบ้านของตัวเองอีกไหม ไม่ต้องรอให้ใครมาให้แล้ว เอาเลยละกัน จ่ายค่าจองไปเลยห้าพัน (ตอนนั้นจ่ายเสร็จเหลือเงินแค่สองพันในบช.ทั้งชีวิต ถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็เสร็จ คือวัดใจกันไปเลย)

ผ่อนดาวน์ไปสักพัก สรุปว่าผมกู้ผ่านเฉยเพราะเงินเดือนน้อยก็จริงแต่ไม่มีหนี้อะไรนอกจากหนี้กยศ. อีกเรื่องที่พอจำได้ในตอนนั้นก็คือค่าโอนบ้าน มีนโยบายของรัฐให้เหลือค่าโอนแค่ 0.01% ของราคาบ้าน จากตอนนั้นที่ค่าโอนปกติคือ 2% คือมันน้อยลงกว่าปกติหลายเท่าเลยน่ะ พอผ่านไปไม่นานนโยบายนี้ก็ยกเลิก ค่าโอนกลับไปเท่าเดิม และยังมีอีกหลายอย่างที่เหมือนมีการจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ถือเป็นการปลอบใจจากความทุกข์ที่เราต้องคอยอดทนในชีวิตมาตลอดหลายปีน่ะ

ปัจจุบันบ้านหลังนี้ราคาน่าจะประมาณล้านกว่าๆจากซื้อตอนแรกแค่ห้าแสนกว่า ถ้าขายไปก็คงได้กำไรคุ้มมาก หลายๆปีก่อนเคยมีคนแนะนำให้ขายทำกำไรแล้วไปซื้อหลังใหม่ แต่ช่วงเวลานั้นผมก็ไม่คิดขาย เพราะเหตุผลที่ผมซื้อบ้านนี้มาก็เพื่ออยากจะมีที่อยู่ของตัวเองบ้าง เกิดมาไม่เคยได้มีอารมณ์แบบนั้นเลย ไม่ได้ซื้อมาเพื่อจะสร้างความมั่งคั่ง ถึงขายไปแล้วจะหาหลังใหม่ผมก็ต้องเป็นหนี้ก้อนใหม่อีก ผมไม่เอาแล้ว 

เพราะสำหรับผมการเป็นหนี้มันทรมาน ผมไม่มีมรดกอะไรในอนาคตเก็บไว้รอเหมือนใครๆ ที่ทำให้อาจจะมองเรื่องบ้านเป็นสินทรัพย์สร้างความมั่งคั่งได้ แต่สำหรับผมมันคือหนี้สินน่ะ 

😁แต่ถ้ามีใครใจดีโยนเงินมาให้ก้อนใหญ่ๆฟรีๆสักก้อนนึง แบบเอาไปซื้ออีกหลังก็ยังมีตังค์เหลือ ผมค่อยอาจพิจารณาขายมันก็ได้ แล้วไปหาที่แบบมีพื้นดิน ได้อากาศบริสุทธิ์ ทำแปลงผักสวนครัวตามความสงบในใจที่เป็นไปตามอายุของผมก็ได้ แต่ตอนนี้ก็อยู่หลังนี้ไปล่ะ จนถึงวันนี้บ้านหลังนี้ก็ผ่านไป18ปีแล้วน่ะ

ส่วนตัวที่ผมอยากจะบอกเรื่องบ้านน่ะ ก็คือว่าถ้าคุณมีของพ่อแม่คุณสร้างไว้ให้แล้ว มีอยู่ตั้งแต่เด็กแล้วอนาคตก็ชัดเจนว่ามันเป็นของคุณอยู่แล้ว ก็อยู่ไปเถอะไม่ต้องไปหาใหม่ อย่าไปคิดเยอะ เห็นหลายคนมีแล้วก็อยากมีอีก ถ้ามีแล้วไม่เดือดร้อนก็มีไป แต่บางทียิ่งมีเพิ่ม ก็ยิ่งต้องใช้ชีวิตลำบากขึ้นก็เห็นอยู่น่ะ 

ถ้าจะคิดมีบ้านสักหลังนึง จงหาเหตุผลความจำเป็นที่แท้จริงของมันให้เจอ ช้าๆค่อยๆคิดไตร่ตรอง ว่าจำเป็นต้องมี หรือแค่ต้องมีเหมือนคนอื่นเขา เหมือนเรื่องราวที่มาของบ้านหลังนี้ผมเล่ามาทั้งหมดนั่นล่ะครับ

✍️เขียนโดย Heavy 06/04/26✍️

#บทความ #ความทรงจำสีจาง #ชีวิตคนธรรมดา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น