EPISODE 04: ช่วงเวลาที่คิดอะไรมากมาย
ซึ่งระหว่างช่วงเวลาที่รถนอนของผมนั้นได้ถูกเข็นไปในจุดต่างๆตามระบบที่ควรจะเป็น ทุกครั้งที่ออกมาจากจุดหนึ่งเพื่อจะไปอีกจุดหนึ่ง คนที่รักผมที่ไปในวันนั้น โดยเฉพาะภรรยาผมนั้น เธอได้รีบเดินเข้ามาหาที่รถนอนผม เพื่อจับมือส่งพลังงานความรักที่บริสุทธิ์ ให้มีพลังในการสู้ชีวิตต่อไป แน่นอนว่าในช่วงเวลานั้นผมได้รับพลังความรักเต็มเปี่ยม แต่ถ้าถามผมว่าช่วงนั้นจำรายละเอียดเหตุการณ์อะไรได้บ้าง ผมคงไม่สามารถตอบได้หรอกครับ
เพราะช่วงเวลานั้น ตัวผมมันดูอ่อนเพลียมากๆจากบาดแผลสดใหม่ในเนื้อสมอง และภายในใจผมลึกๆมันช่างว่างเปล่า สับสนและหวาดกลัวในความทุกข์ที่กำลังเจอในขณะนั้น รวมถึงความทุกข์ที่ผมคงจะต้องเจอต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะนานขนาดไหน
ซึ่งในสถานการณ์ภายในประเทศขณะนั้น ยังอยู่ในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้ทางโรงพยาบาลมีนโยบายมาตรการป้องกัน โดยการไม่อนุญาตให้ทางญาติผู้ป่วยเข้าเยี่ยมเด็ดขาด ทำได้เพียงการโทรศัพท์เข้ามาติดต่อถามอาการในแต่ละวันเท่านั้น
นั่นหมายถึงว่าหลังจากนี้ผมไม่มีโอกาสได้เห็นทุกๆคนที่รักผมและอยากมาให้กำลังใจผมในเวลานั้นได้เลย (ความเลวร้ายของการระบาดของไวรัสโคโรน่านั้น ไม่ใช่อาการของโรค แต่เป็นการที่มันทำให้มนุษย์ไม่สามารถมีปฎิสัมพันธ์กันตามปกติต่างหาก)
จากนั้นเจ้าหน้าที่พยาบาล ก็ดำเนินการดูแลผมตามขั้นตอนต่างๆที่ควรเป็น มีการให้น้ำเกลือกับผมพร้อมกับตัวยาลดความดันเลือดทางสายยางไปพร้อมกับน้ำเกลือ พอทุกอย่างโอเคแล้วในการดูแลที่เหมาะสม ทางพยาบาลก็ต้องไปดูแลเคสอื่นต่อไป
มีคนหนึ่งเป็นผู้ชายรุ่นเดียวกับผม อยู่บนเตียงฝั่งตรงข้ามเยื้องทางซ้ายของผม ดูแล้วเขานั้นปกติมาก นั่งคุยได้ตามปกติ เหมือนเขามองรอบข้างที่มีแต่อาการหนักๆแบบสงสัยว่า ทำไมตัวเขาเองต้องนอนให้ยาด้วยนะ ทุกอย่างเขาก็ปกติดี มีเพียงสายยางที่ให้ตัวยาทางน้ำเกลือเท่านั้น
ผมเดาว่าเขาอาจคงเป็นความดันสูงแบบผมก็ได้ เพียงแต่เขาอาจมาโรงพยาบาลแบบไม่ตั้งใจเพราะต้องตรวจอย่างอื่นหรือแค่ป่วยเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเขานั้นโชคดีมากๆแล้ว
ในตอนนั้นผมก็นึกถึงตัวเองว่าทำไมไม่มีอาการจากความดันสูงเหมือนคนอื่นเขา เช่นปวดหัวหรือเวียนหัวอะไรแบบนี้ เพราะถ้ามันมีอาการมาก่อนผมก็คงยอมมารักษาตั้งแต่ตอนปกติแล้ว ผมคิดไตร่ตรองสักพัก ก็พบและจำได้แล้วว่า ตัวผมก็มีอาการพวกนี้มาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่ตัวผมคงไม่ได้สนใจกับมัน
คงเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาตลอดเวลานั้น ผมใช้ชีวิตมาด้วยความอดทนเสมอมา ดำเนินชีวิตแบบเชื่อในความอดทนของตัวเองรวมกับความศรัทธาด้านจิตวิญญาณแบบสุดโต่ง ส่วนตัวไม่ค่อยจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นมากมายนัก รวมทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆด้วย
มีขอความช่วยเหลือก็แค่นานๆครั้ง (หลักการใช้ชีวิตส่วนตัวผมคิดเสมอว่าทุกคนคงมีปัญหาอยู่แล้ว จึงไม่อยากเป็นคนที่ทำให้พวกเขาต้องมีความไม่สบายใจเพิ่มอีก ทุกคนควรรับภาระของแต่ละคนเอง)
รวมกับความศรัทธาทางจิตวิญญาณที่เต็มขนาด(อาจคิดไปเองว่าตัวเองนั้นศรัทธามากพอ ฮ่าๆ) ซึ่งมันก็คงเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน ทุกคนอย่าเอาอย่างผมเลยนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น