วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

Episode 09: สภาพช่วงนั้นและรอยโรคของผม

 Episode09: สภาพช่วงนั้นและรอยโรคของผม



..ผมได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน ในสภาพร่างกายที่ปกติแค่ครึ่งซีก เนื่องจากรอยแผลในสมองของผมนั้น มาจากการที่เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมองฝั่งซ้ายนั้นได้เกิดแตก ทำให้ร่างกายด้านขวาไม่สามารถใช้การได้ทั้งซีก (สมองของคนเราจะควบคุมร่างกายไขว้สลับกัน คือว่า สมองด้านซ้ายคุมด้านขวา ส่วนสมองด้านขวาคุมด้านซ้าย) ในเรื่องของโรคหลอดเลือดสมองนั้น หลักๆจะมีอยู่สองแบบคือ เส้นเลือดแตกหรือตีบ

เบื้องต้นให้เข้าใจง่ายๆก็คือว่า ถ้าเส้นเลือดมันแตกก็เหมือนสายยางที่มีแรงดันภายในมากจนมันบวม แข็งเปราะเลยแตก ทำให้เลือดไปไม่ถึงสมอง ส่วนกรณีตีบก็คือเหมือนกับในสายยางมันเลอะไปด้วยคราบสิ่งสกปรกเกาะอยู่ มากจนภายในท่อเส้นเลือดมันตีบเล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเลือดก็ไม่สามารถไหลผ่านไปถึงสมองได้เหมือนกัน

ซึ่งทั้งสองแบบนั้น สาเหตุหลักๆก็อาจจะมาจากไขมันสะสมในเส้นเลือด นำไปสู่ความดันโลหิตสูง การพักผ่อนไม่เพียงพอ กรรมพันธุ์ ที่สำคัญคือการมีความเครียดสะสมด้วย ซึ่งผมได้วิเคราะห์ประเมินตัวเองพบว่า ในช่วงนั้นผมพักผ่อนน้อยมาก เนื่องจากทำงานเกี่ยวกับการเกษตร ต้องนอนดึกตื่นเช้า ทุกวันใช้แรงเยอะมากและต้องเจอสภาพอากาศร้อนทุกวัน ซึ่งส่วนตัวก็ความดันโลหิตก็สูงมากๆอยู่แล้ว (คือตัวเองรู้อยู่แล้วแต่ไม่สนใจไม่รักตัวเองมากพอ)

ประกอบกับช่วงนั้นเจอปัญหาความเครียดวุ่นวายใจส่วนตัวค่อนข้างมาก อาจจะด้วยภาวะเศรฐกิจในบ้านช่วงนั้นและอื่นๆสะสมอย่างมาก ซึ่งปัญหาสะสมหลายอย่างผมก็ไม่บอกใคร พยายามแก้เอง คิดว่าตัวเองรับไหว (นิสัยส่วนตัวก็คือเคยแต่ช่วยคนอื่น อาจทั้งแรงกายหรือช่วยทางแรงใจ จนคิดว่าตัวเราคงไหวอ่ะ😁)

จนส่งผลกระทบไปที่ร่างกายอย่างสาหัสนี่ล่ะครับ บางทีก็คิดนะว่า การที่เรานั้นเป็นคนลักษณะที่ อึด ถึก ทน สามารถอยู่ได้ทุกสภาพการณ์ อาจกลายเป็นว่าสัญญาณที่ร่างกายเริ่มบอกเรามานานแล้ว เรากลับไม่สังเกตเห็นมันเอง จนมันลุกลามจากแค่อาการธรรมดาๆทั่วไปนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองที่แสนเจ็บปวด (คำที่เขาว่า “กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายเร็ว” ความหมายคงเป็นแบบนี้ล่ะมั้งง)

…ส่วนเรื่องอาการจากรอยโรคที่ผมเป็นก็คือ อ่อนแรงซีกขวา ปากเบี้ยวชาไปด้านนึง พูดไม่ชัด กล้ามเนื้อปากอ่อนแรงจนไม่สามารถคุมน้ำลายไม่ให้ไหลออกมาได้เลย เคี้ยวอาหารได้กลืนได้แต่ยากอยู่ เวลาเคี้ยวก็ต้องช้าๆ เพราะมุมปากตกจนเผลอกัดปากตัวเองเสมอ ส่วนต่อมรับรสในแก้มข้างขวานั้น เรียกว่าชามากจนไม่สามารถรับรู้รสได้เลย มีการหายใจยากในบางจังหวะ สายตาก็มีเบลอๆมองไม่ชัดบ้าง นั่งทรงตัวไม่ได้ ยืนหรือเดินไม่ต้องพูดถึง ไม่สามารถทำได้เกรดศูนย์เลย

ภาระหนักเลยตกอยู่กับภรรยาและแม่ที่ต้องมาอยู่ดูแลผม (ปกติผมจะอยู่กับภรรยาแค่สองคน คุณแม่เลยต้องมาช่วยอยู่ดูแลอีกคนให้ง่ายขึ้น) แม้กระทั่งแค่ต้องการเข้าห้องเพื่อขับถ่ายทั้งหนักทั้งเบา ตัวผมไม่สามารถเลยจริงๆ ช่วงเวลานั้นมันอย่างแย่ภายในใจมากๆเลย ใจลึกๆก็คิดบ่อยๆว่า เราควรตายๆไปซะ เพราะสภาพร่างกายตอนนี้มันก็เหมือนอยู่ในนรกแล้ว ส่วนอนาคตความคาดหวังในเรื่องสวรรค์หลังความตายที่เคยเป็นเป้าหมายหลักนั้น ไม่ได้อยากได้อะไรมันอีกแล้ว

เพราะสุดท้ายปลายทางของวิญญาณจะเป็นนรกที่แสนทุกข์สาหัส หรือเป็นสวรรค์ที่แสนสุข จะได้ไปที่ใดก็ได้หมด ตัวเราเฉยๆกับมันแล้วล่ะ เพราะสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้มาก็คือ การได้เจอนรกที่โหดร้ายในช่วงเวลาปัจจุบันน่ะ ทุกข์ทรมานสุดแล้ว เหมือนสภาพร่างกายผมตอนนี้ไง!!

…ในเรื่องของร่างกายส่วนของแขนและมือของผมนั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ต้องฟื้นฟูหนักสุดแล้ว เกรดศูนย์เช่นเดียวกับขาและเท้า ตัวผมได้เห็นฟิล์มสแกนสมองของตัวผมเอง ซึ่งต่อมาผมได้ศึกษาอย่างจริงจังด้วยตัวเองในเรื่องรอยโรคที่ไม่เท่ากันของคนที่เป็นโรคนี้

จึงได้เข้าใจว่า จุดตำแหน่งส่วนของสมองของผมที่เกิดเส้นเลือดแตกนั้น มันอยู่ตรงจุดบริเวณที่เป็นระบบสั่งการควบคุมมือและการเคลื่อนไหวของเท้าเป็นหลักเลย ในส่วนนี้จึงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างมาก ส่วนตัวผมมีญาติคนนึงที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนผมหลายปี ของเขาเป็นตรงส่วนของก้านสมอง ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายถึงชีวิต เพราะควบคุมในส่วนระบบการหายใจเป็นหลักเลย ตอนเป็นตัวเขานั้นหมดสติไปหลายวันเลย แต่พอผ่านช่วงวิกฤติไปได้พอเขาฟื้นมา ปัญหาหลักของเขาที่เจอคือ เรื่องของความทรงจำที่หายไปบางช่วง รวมถึงสายตาหรือการออกเสียงสื่อสาร ที่ต้องค่อยๆใช้เวลาในการฟื้นฟูพอสมควรเลย

ซึ่งในเรื่องของมือและการเคลื่อนไหวของขาเท้านั้น กลับใช้เวลาไม่นานเท่าไร น่าจะแค่เกือบปีเองก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ เรียกว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ปาฎิหารย์มากๆเลย) ในตอนนี้เขานั้นสามารถขับรถยนต์ ทำงาน เดิน วิ่ง เตะบอลได้ตามปกติแล้ว ในขณะที่ตัวผมนั้น ความทรงจำปกติอยู่ครบไม่หายไป ตอนเพิ่งเป็นไปโรงพยาบาลก็มีสติตลอด ผ่านมาสี่ปีแล้ว(ขณะที่เขียนนี้) เรื่องของการเคลื่อนไหวทั้งมือและเท้า ก็ยังไม่กลับปกติหรือเกือบร้อยเปอร์เซนต์เลย แต่ทุกอย่างก็เริ่มพัฒนาฟื้นฟูไปในทางที่ดีขึ้นด้วยการกายภาพ ออกกำลังและคุมอาหาร ซึ่งรายละเอียดต่างๆนั้น ผมจะพยายามเล่าให้ฟังต่อไป เผื่อจะมีประโยชน์กับทุกคนทั้งที่เป็นแล้วหรือยังไม่เป็นครับ
✍️เขียนโดย Heavy✍️


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น