วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

Episode10: การใช้ชีวิตที่(จำเป็น)ต้องเปลี่ยนไป

 Episode10: การใช้ชีวิตที่(จำเป็น)ต้องเปลี่ยนไป




… แนวการใช้ชีวิตสมัยที่ผมนั้นยังร่างกายปกติอยู่นั้น ตัวผมจะเป็นคนที่ไม่เคยอยู่เฉย ต้องทำกิจกรรมมากมายแทบตลอดเวลา ใช้เวลาไปกับกิจกรรมนอนหลับได้น้อยมาก (เป็นคนขี้เบื่อและพลังงานเยอะน่ะ) ตอนนี้พอป่วยหนักจนร่างกายไม่สามารถทำกิจกรรมสิ่งต่างๆได้ตามใจปราถนา ก็เลยเป็นสิ่งที่เพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเองขึ้นไปอีกอย่างมากเลยฮ่าๆ

… ด้วยสภาพร่างกายในตอนแรกที่เพิ่งกลับมาพักที่บ้านนั้น เรียกว่าเกรดศูนย์เลย ทำได้แค่ขยับตัวนิดหน่อยด้วยกำลังจากด้านซ้ายที่ยังปกติอยู่ แต่การลุกขึ้นมานั่งจากที่เรานอนอยู่ด้วยตัวเองนั้น ยังคงลำบากอยู่ต้องมีการให้คนอื่นช่วยอยู่ ผมเลยได้นอนตรงส่วนห้องรับแขกแทนการนอนในห้องนอนประจำ โดยใช้เตียงนอนปรับด้วยไฟฟ้า ที่ได้ความอนุเคราะห์จากมูลนิธิกระจกเงาที่ให้ความช่วยเหลือมา ผ่านทางพี่น้องทางจิตวิญญาณที่รู้จักกันไปประสานงานติดต่อและไปช่วยขนย้ายเตียงมาให้ (ซึ่งมีน้ำหนักมากๆจนต้องใช้หลายคนเลยถึงจะช่วยขนย้ายได้) 


ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางผมและครอบครัวนั้นซาบซึ้งในน้ำใจและความรักที่จริงใจที่มอบให้เราอย่างมากๆเลยจริงๆ ขอขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมูลนิธิกระจกเงาไว้ ณ ที่นี้ มากๆอีกครั้งนะครับ ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ผมจำได้ไม่ลืมอย่างแน่นอนครับ 🙏

รวมถึงความช่วยเหลือจากเพื่อนๆญาติๆและพี่น้องทางจิตวิญญาณ ที่มาร่วมช่วยซ่อมแซมตัวบ้าน ปรับปรุงติดราวจับในห้องน้ำ รวมถึงเงินช่วยเหลือต่างๆให้กับผมเวลานั้น มันคือพลังงานความรักแท้จริงที่ยิ่งใหญ่มหาศาลที่ผมสัมผัสมันได้จริงๆครับ 


…ในเรื่องของกิจวัตรประจำวันนั้น เมื่อผมตื่นมาก็ต้องเรียกภรรยาให้มาช่วยพาไปเข้าห้องน้ำ (ขนาดแค่ต้องพยายามออกเสียงเรียกให้ดังขึ้นก็ยังเหนื่อย) พอภรรยามาก็จะใช้เก้าอี้ที่เลื่อนได้ ย้ายผมจากเตียงไปที่เก้าอี้โดยมีแม่ผมอีกคนช่วยประคองร่วมด้วย จากนั้นก็เข้าไปห้องน้ำ ทำการย้ายผมอีกครั้งเพื่อไปนั่งเก้าอี้อีกตัวในห้องน้ำ(ในใจตอนนั้นสุดแสนสังเวชตัวเองและสงสารภรรยากับแม่มาก)

พอจะขับถ่ายก็ต้องย้ายจากเก้าอี้ไปที่ชักโครกอีก จะอาบน้ำสระผม ทุกๆอย่างต้องให้ภรรยาทำให้ เหมือนกลับตอนเป็นเด็กอีกครั้งเลย เสร็จแล้วก็ถึงเวลากินข้าว ซึ่งเมื่อแม่ผมมาอยู่ด้วยนั้น ทำให้ดูแล้วแต่ละมื้อของผมนั้นมีอาหารที่หลากหลายและอร่อยขึ้นมากเลย

ซึ่งมันน่าจะทำให้ผมนั้นกินอาหารได้มากขึ้น แต่ในความจริงนั้นมันไม่ใช่ ผมกลับกินอาหารได้น้อยลง ทั้งๆที่อาหารอร่อยขึ้นสดใหม่ขึ้น เพราะสภาพจิตใจของผมเวลานั้น ภายในมันช่างแสนจะห่อเหี่ยวจากความทุกข์จากอาการป่วยที่เราเจอ ทำให้ในแต่ละมื้อนั้นผมกินได้น้อยลงมาก น้ำหนักลดลงมาเกือบสิบสองกิโล(ถือว่าได้ลดน้ำหนักไปในตัว เพราะตอนปกติจะลดแค่กิโลเดียวก็ทำได้ยากแล้ว)

สิ่งที่เขาเคยบอกว่าสภาพจิตใจจะสัมพันธ์กับสภาพร่างกายนั้นใช่เลยทีเดียว เมื่อเสร็จสิ้นมื้ออาหารก็ต้องกินยาที่คุณหมอให้มาเป็นกำๆ ซึ่งตอนปกติไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองต้องมาอยู่ในภาวะที่ต้องกินยาเยอะขนาดนี้ เข้าใจเลยกับคำที่ว่า “รู้อะไรไม่เท่า รู้งี้” แบบว่าถ้ารู้งี้ฉันจะไม่ทำแบบนี้ ฉันจะรักตัวเองใส่ใจร่างกายตัวเองและไม่ประมาทกับชีวิตจนร่างกายพังแบบช่วงเวลานี้ ตอนนี้ก็ทำได้แค่คิดไปแล้วก็เขกกะโหลกตัวเอง ถือว่าเป็นการลงโทษตัวเองเบาๆไปแล้วกันฮ่าๆ

…จากนั้นกิจกรรมประจำวันก็ยังไม่มีอะไรมาก นอกจากการกายภาพเบื้องต้นที่ทางรพ.ได้แนะนำให้ทางคุณแม่กับแฟนผมคอยทำเป็นประจำเท่านั้น ส่วนแนวทางการรักษาฟื้นฟูที่ชัดเจนมากขึ้น ต้องรอวันที่หมอนัดไปที่รพ.ก่อน ซึ่งก็คืออีกหนึ่งเดือนหลังกลับมาพักที่บ้าน

สิ่งที่ทำในแต่ละวันจึงยังไม่มีอะไรมากนัก แค่กิน นอน ดูหนังบ้าง ซึ่งระหว่างนั้นก็มีคนมากมาย ทั้งเพื่อน ญาติพี่น้องทางสายเลือด พี่น้องในความเชื่อทางจิตวิญญาณ และอีกหลายคนเลยที่แวะมาเยี่ยมเยียน มาส่งพลังงานความรัก ช่วยให้กำลังใจเราด้วยความจริงใจ

มันทำให้ผมได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นในเรื่องการเข้าใจคนอื่นๆว่า ในบางครั้งมุมมองกับพวกเขาเหล่านั้น เราอาจคิดไปเองว่าคนนี้ไม่ดี หรือบางทีก็คิดไปเองว่าคนนี้ดี ในความเป็นจริงแล้วคำว่า “ดี”หรือ “ไม่ดี” มันมาจากความคิดของตัวเราเอง แต่มันอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะ “ความจริงมันคือสิ่งที่ใจเราเชื่อ” และ “สิ่งที่ใจเราเชื่ออาจไม่ใช่ความจริง”

✍️เขียนโดย Heavy 14/03/2026 ✍️

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น